Logistics Metrics | วัดประสิทธิภาพของทำงานด้านโลจิสติกส์

ตารางคอนเทนต์

ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านโลจิสติกส์และการบริการได้ที่นี่!

หากมีการวางแผนการทำงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่ดี สินค้าก็จะถูกจัดส่งถึงมือลูกค้าไวขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขาย

และผลกำไรให้กับธุรกิจได้ จากผลสำรวจพบว่า  79% ของบริษัทที่มีการจัดการซัพพลายที่มีประสิทธิภาพ จะมีรายได้มากกว่าธุรกิจอื่นๆ แต่ก็ต้องมีมาตราการเพื่อปรับปรุงคุณภาพของระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับ

ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีทั้งหมดที่สนับสนุนการจัดการลอจิสติกส์ ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ มีหลายวิธีในการรวบรวมข้อมูลเพื่อบันทึกความก้าวหน้าของบริษัท ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI) คือการวัดผลในทางปฏิบัติและวัตถุประสงค์ของความคืบหน้าโดยรวมของบริษัทไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า KPI เป็นสิ่งที่ระบบโลจิสติกส์ต้องการเพื่อเพิ่มการมองเห็นการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การวัด KPLs สำหรับงานด้านโลจิสติกส์ 

โลจิสติกส์ เป็นระบบการจัดการ จัดเก็บ แพ็ค ส่งสินค้า รวมถึงวัสดุ และทรัพยากรอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีขั้นตอนแบ่งย่อยออกมาหลายๆ ส่วน  

จะรู้ได้อย่างไรว่างานด้านคลังสินค้าปละโลจิสติกส์ของธุรกิจคุณมีประสิทธิภาพมากพอ คำตอบคือคุณจะต้อง

ตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือที่เรียกกันว่า KPI นั่นเอง Key Performance Indicator จะทำหน้าที่วัดประสิทธิภาพโดยรวม กระบวนการโลจิสติกส์นั่นเอง 

ความสำคัญของการวัด KPIs ในงานด้านโลจิสติกส์ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  

หากงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ของธุรกิจของคุณมีความไหลรื่น ไม่มีติดขัด ส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าปลายทาง

ได้ตรงเวลาและปลอดภัย นั่นหมายความว่า ระบบการทำงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจคุณมีคุณภาพนั่นเอง งานด้านโลอจิสติกส์จะเกี่ยวกับวางแผนเพื่อใช้งาน และการตรวจสอบการไหลของสินค้า จัดเก็บ แพ็ค และจัดส่งสินค้า  การวัด KPIs จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะมันเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณรู้ข้อด้วยหรือข้อผิด พลาดเพื่อปรับปรุงและแก้ไข 

ประโยชน์ของการวัดประสิทธิภาพการทำงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ 

ด้วยรูปแบบของตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คุณจะต้องศึกษา ค้นหาข้อมูลและรู้เท่าทันสถานการณ์ เพื่อหาจุดบกพร่องและพร้อมที่จะปรับปรุงระบบการทำงานด้านโลจิสติกส์ในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ เก็บ-แพ็ค-ส่งสินค้าถึงมือลูกค้าปลายทาง ดังนั้นการมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละขั้นตอนจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ 

ประโยชน์ของการวัด KPIs สำหรับงานด้านโลจิสติกส์ มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ : 

ความถูกต้อง แม่นยำ 

ควรตรวจสอบความแม่นยำในการทำงาน เจาะไปที่ข้อผิดพลาด เพื่อปรับปรุงให้ได้ผลลัพทธ์ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลกำไร 

จัดส่งสินค้าตรงเวลา 

รอนานๆ ก็อาจจะบันทอนหัวใจ ลูกค้าหลายๆ ท่านตั้งหน้าตั้งนารอสินค้าที่ได้สั่งไป อาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า ยังไม่ถึงมือสักที ดังนั้นการส่งมอบสินค้าตรงเวลาจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับธุรกิจ และทำให้ลูกค้ามีความสุข

จัดการสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ

จดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าภายในคลังให้ถูกต้อง ไม่ตกหล่น เนื่องจากมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ 

ค่าขนส่ง 

ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า ถือเป็นหนึ่งในต้นทุนในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ ที่คุณจะต้องคำนึงถึง แนะนำให้ตรวจสอบราคามาตรฐานของการจัดส่งสินค้า ค้นหาข้อมูลและเปรียบค่าขนส่งของแต่ละบริษัทเพื่อตัดสินใจ และเลือกบริการขนส่งที่คุ้มค่าและเหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

วิธีการติดตั้ง KPIs คลังสินค้าและโลจิสติกส์ 

KPIs ที่ตั้งขึ้นมาจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งในการวัด KPIs สำหรับงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ มีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

1. กำหนดเป้าหมายสำหรับการวัดผลครั้งนี้ – คุณสามารถสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPIs ดังต่อไปนี้ 

  • จำนวนเปอร์เซนต์ที่จัดส่งสินค้าผิดพลาด 
  • จำนวนคำสั้งซื้อที่เสียหายในแต่ละเดือน
  • ส่งสินค้าให้ลูกค้าผิดคนบ่อยแค่ไหน
  • ลูกค้าตอบสนองอย่างไรกับแบรนด์หากสินค้าขาดสต๊อก หรือ กำลังจะหมด 
  • ธุรกิจของคุณตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนพนักงานบ่อยแค่ไหน
  • ตรวจสอบความสามารถในการจัดส่งของบริษัทขนส่งสินค้า ทำงานเป็นอย่างไร และเป็นไปตามที่คุณคาดหวังไว้หรือไม้ 

2. กำหนดเป้าหมายสำหรับ KPIs ที่คาดว่าจะทำได้และสมเหตุสมผล โดยอิงเกณฑ์มาตราฐานอุสาหกรรมคลังสินค้าและโลจิสติกส์ 

3. ฟอร์มทีมสำหรับวิเคราะห์  KPIs -การจัดการ KPI นั้นใช้เวลานานและต้องการความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์

4. Regular analytics of KPIs – Regular review of the KPIs leads to a better decision-making process to track meaningful logistics metrics.

4. วัดKPI เป็นประจำ – การตรวจสอบ KPI เป็นประจำจะนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อพัฒนาการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น

5. Settle for SMART KPIs – SMART KPIs mean: 

5.  SMART KPIs ตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่ชาญฉลาด จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 

  • ความเฉพาะเจาะจง – การมี KPI ที่กว้างจนเกินไปอาจนำไปสู่การตีความแบรนด์ที่ผิดพลาด ให้กำหนด KPIs ที่เฉพาะเจาะจงการทำงานนั้นๆ ไปเลย 
  • KPIs เชิงปริมาณ – ตั้ง KPIs ที่วัดหรือประเมิณค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ 
  • ตั้ง KPIs ที่คาดว่าจะทำได้ 
  • KPIs จะต้องตอบสนองความต้องการของธุรกิจ – ลิสต์ตัวชี้วัดเป็นข้อๆ และจัดลำดับความสำคัญเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ
  • บริหารจัดการเวลา– การจัดไทม์ไลน์สำหรับการวัด KPI ช่วยให้ทีมที่ดูแลในส่วนนี้ทำงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วขึ้น 

Logistics KPIs อื่นๆ 

นอกจากตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการดำเนินด้านโลจิสติกส์ข้างต้น ยังมี KPIs ตัวอื่นๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้  จะมีอะไรบ้างไปดูกัน! 

Logistics KPIs ทางการเงิน

การดำเนินงาน – วัดจำนวนรายได้และต้นทุนในการดำเนินงาน 

อัตราส่วนการดำเนินงาน = ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด / รายได้ทั้งหมด

อัตราส่วนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าบ่งชี้ถึงผลกำไรที่สูงขึ้น

  • อัตราส่วนกำไรสุทธิ – วัดผลตอบแทนจากการลงทุน

อัตราส่วนกำไรสุทธิ = กำไรหลังหักภาษี / มูลค่าสินทรัพย์รวม

การก่อหนี้ทางการเงิน = หนี้สินทั้งหมด / สินทรัพย์ทั้งหมด

KPIs ซัพพลายเชน และสินค้าคงคลัง 

  • อัตราการใช้อุปกรณ์ – วัดความพร้อมใช้งานและประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่จำเป็นในโรงงานผลิตสินค้าและคลังสินค้า 
  • อัตราการใช้กำลังการผลิต – KPI นี้ใช้วัดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการจัดการอัตราการผลิตที่ดีขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานลดลง และการหมุนเวียนของสินค้าในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนที่ยั่งยืน
  • การใช้กำลังการผลิต = อัตราการผลิตจริง/อัตราการผลิตสูงสุด

KPIs วัดแรงงานด้านโลจิสติกส์ 

  • การลาป่วย – ตัวชี้วัดนี้จะมุ่งเน้นไปที่สุขภาพกายและใจ รวมทั้งความปลอดภัยของพนังงาน ซึ่งช่วยลดการหยุดชะงักของแรงงาน
  • ความปลอดภัย -เป็นการคำนึงถึงจำนวนผู้บาดเจ็บ อุบัติเหตุ หรือแม้กระทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตในระหว่างปกิบัติหน้าที่เป็นหลัก เมตริกนี้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ มีการรับประกันความปลอดภัยตามมาตรการสำหรับงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ 

KPIs การส่งคืนสินค้า 

หลายองค์กรพบเจ้ากับระบบการคืนสินค้าที่มีค่าใช้จ่ายสูง และกลับมีประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้นการเช็คประสิทธิภาพของกระบวนการส่งคืนสินค้านั้นจึงจำเป็น เพื่อวัดผลกระทบในเรื่องของเงินทุน และค่าตอบแทนที่ได้รับ 

ตัวชี้วัดกระบวนการจัดส่งคืนสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 

  • รอบเวลา – เวลาเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการส่งคืนสินค้า ในการจัดส่งคืนสินค้าจากที่อยู่ของลูกค้าไปยังคลังสินค้า ยิ่งเวลาสั้นมากเท่าใด ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
  • จำนวนของผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งคืนและขายต่อ –ให้คิดออกเป็นเปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อและได้รับสินค้าแล้ว แต่เกิดความผิดพลาด และต้องการส่งคืน
  • การรีไซเคิล – เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ในระบบ Reverse Logistics หรือเรียกง่ายๆ ว่าในกระบวนการส่งคืนสินค้าถูกนำไปรีไซเคิล
  • ขยะ – ปริมาณของสินค้าที่ถูกส่งไปฝังหรือถูกกำจัดด้วยวิธีต่างๆ 
  • เปอร์เซ็นต์ของ Recovered Costs – จำนวนเงินที่กู้คืนได้หลังจากการส่งคืนสินค้า 
  • Cost per item handling– ต้นทุนรวมต่อเดือนที่เกี่ยวกับจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการ
  • ระยะทาง – การติดตามระยะทางเฉลี่ยต่อรายการในการส่งคืนสินค้า
  • ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง – เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน วัดพลังงานทั้งหมดที่ใช้เป็นผลตอบแทน
  • เวลาการสรรหาใหม่ – เมตริกที่ใช้กำหนดคุณภาพและประสิทธิผลของการวางแผนธุรกิจโดยรวมและการสรรหา
  • เวลาในการเติมตำแหน่งงานที่เปิดรับ = เวลาที่ได้รับการยอมรับงาน – เวลาที่ใบขอเสนองานได้รับการอนุมัติ

KPIs การขนส่ง 

  • ประสิทธิภาพของพนักงานขับรถ -ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของรถบรรทุกและพนักงานขับรถ รวมถึงความเร็ว การเบรก รวมทั้งรักษามาตรการด้านความปลอดภัยอีกด้วย  
  • ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง –วัดประสิทธิภาพของยานพาหนะบนท้องถนน และช่วยระบุขั้นตอนการประหยัดต้นทุนสำหรับธุรกิจ ยิ่นประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงสูงเท่าใด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็จะยิ่งต่ำลงเท่านั้น

เพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวชี้วัด (KPIs) ด้านโลจิสติกส์ได้อย่างไร? 

KPIs มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อธุรกิจสามารถระบุตัวชี้วัดที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ วัตถุประสงค์หลักของ KPI คือวัดประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อหาจุดบกพร่องและแก้ไขนั่นเอง 

หากต้องการจะเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพในการวัด KPIs วัดอย่างไรให้ฉลาด เรามา 9 ทริคมาฝากเพื่อนๆ ดังนี้

  • สร้างกลยุทธ์ – การสร้างกลยุทธ์เป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานสำหรับการกำหนด KPIs ที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจหากคุณไม่มีความรู้พื้นฐานในการดำเนินการของธุรกิจ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีกำหนดตัวชี้วัดผิดพลาด 
  • ตั้งคำถามที่เกี่ยวข้อง –การตั้งคำถามจะช่วยในเราขมวดประเด็นสำคัญให้แคบลงได้ 
  • ระบุความต้องการของธุรกิจให้ชัดเจน– เป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้คุณกำหนด KPIs ได้เหมาะสม
  • ประเมินข้อมูลที่มีอยู่ –ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์ จัดเรียงข้อมูลที่มีอยู่ตามความเกี่ยวข้องและทำการวิเคราะห์เพื่อต่อยอด และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนิงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์ 
  • กำหนดวิธีการวัดและความถี่ที่เหมาะสม – ข้อนี้สำคัญมาก หาวิธีการวัด KPIs ที่เหมาะสม และดูเรื่องเวลาว่า จะทำการประเมิณการทำงานในแต่ละภาคส่วนบ่อยเท่าไหร่
  • ใช้เมตริกที่บรรลุผลได้ – อะไรที่มันเกินความสามารถของธุรกิจคุณจะทำให้เกิดความคลุมเครือและล่าช้าในที่สุด ให้ตั้ง KPIs ที่คุณสามารถทำมันได้จริง
  • ตรวจสอบความชัดเจนของวิธีการและ KPIs– ทีมงานจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับ KPIs ที่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อวัดประสิทธิภาพในการทำงาน 
  • สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ– ธุรกิจจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสื่อสาร KPI ให้ความชัดเจนและกระจ่างกับทุกคน 
  • การตรวจสอบ KPIs เป็นประจำ – การตรวจสอบตัวชี้วัดที่ใช้งานอยู่อย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของธุรกิจ

สิ่งที่ควรทำ VS ไม่ควรทำ ในวัดประสิทธิภาพการทำงานด้านโลจิสติกส์ 

สิ่งที่ควรทำ

  • มุ่งเน้นไปที่กระบวนการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ 
  • กำหนด KPIs ที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 
  • เลือก KPLs ที่สามารถทำได้จริง 
  • ตรวจสอบองค์ประกอบของ KPIs เหล่านั้น
  • พัฒนาเมตริกการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์

สิ่งที่ไม่ควรทำ 

  • หลีกเลี่ยงทการสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ 
  • หลีกเลี่ยงตัวชี้วัดแบบ Cluster Metrics
  • หลีกเลี่ยงตัวชี้วัดแบบ Static Metrics

บทส รุป 

การปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ภาคส่วนของธุรกิจจำเป็นต้องมีการวัดประสิทธิภาพ หรือที่เราเรียกกันว่า วัด KPIs นั้นแหละ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการด้านโลจิสติกส์มุ่งเน้นไปที่ลูกค้า สร้างผลกำไรให้กับธุรกิจ และต่อยอดธุรกิจให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันสูง

บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับโลจิสติกส์

แสกนปุ๊บ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้เลย!

คุณกำลังมองหาบริการคลังสินค้าเพื่อธุรกิจอยู่ใช่ไหม?

Locad นำเสนอบริการที่จะมาเติมเต็มธุรกิจอีคอมเมิร์ซระดับพรีเมียมสำหรับธุรกิจทุกขนาด เชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์กับผู้เชี่ยวชาญด้านคลังสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะ เพื่อลดต้นทุนการจัดส่ง เพิ่มเวลาขนส่ง และปรับปรุงความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้าได้แล้ววันนี้!

Exclusive benefits to ace your e-commerce game this 2023 with Locad’s desk calendar!